จริงๆก็กลับมานานมากแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เขียนลง Blog ตามที่ได้ตั้งใจไว้ซักที วันนี้ก็เอาฤกษ์เอาชัยเขียนซะหน่อย ก่อนที่ซากอารยธรรมที่หลงเหลือจากการไปเที่ยว จะอันตรธานไปหมดเหลือไว้แค่บิลบัตรเครดิทให้ดูต่างหน้า
27.03.07 Boarding
ว่าแล้วก็เริ่มกันตั้งแต่วันขึ้นเครื่องเลยดีกว่า ตื่นมาตอนสายๆของวันด้วยความเอ้อระเหยคิดอยู่ว่ายังไงก็ทัน เครื่องออกตั้งเกือบเที่ยงคืน ไม่ได้มีอาการตื่นเต้นอะไรเล้ย คิดว่าเป็นเพราะว่าไปเป็นรอบที่ 2 แล้ว แต่ถึงไม่ตื่นเต้นก็ยังรู้สึกดีใจอยู่มากๆที่จะได้เอาหัวที่มุดจมกองเอกสาร ออกไปสูดอากาศที่อื่นกับเค้าบ้าง
ตื่นมาแล้วก็รู้ตัวอยู่หรอกว่ามีอะไรต้องทำเยอะแยะไปหมด ต้องไปโอนเงิน ไปทธุระที่ทำงาน และไปเอากระเป๋ากับคุณเพื่อน แต่ด้วยความที่อืดเป็นประจำเลยทำอะไรเรื่อยเปื่อยมากๆ ตื่นมานั่งดูทีวี เขียน Entry แรกของ Blog นี้แล้วค่อยออกไปทำอย่างอื่น จนเสร็จธุระที่ทำงานตอน6โมงครึ่งนี่แหละถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าควรจะรีบแล้ว รถก็ติดมากๆ แถมโซระจังกับเรโกะจังก็นัดไว้ตอน 2 ทุ่มที่สนามบิน แต่ .. อ๊า .. ยังไม่ได้ไปเอากระเป๋ากับคุณเพื่อนเลย
อันหลังนี่เรื่องใหญ่หน่อย เพราะว่า กระเป๋าที่ว่าคือกระเป๋าเดินทาง เนื่องจากคุณเพื่อนจะต้องระหกระเหินจากบ้านเกิดเมืองนอนไปเรียนที่ญี่ปุ่น ท่านแม่ของคุณเพื่อนเลยเอาน้ำพริก กะปิ น้ำปลา ยัดใส่กระเป๋ามาเป็นการใหญ่ ตามลักษณะกัลยามิตร เราต้องช่วยเพื่อนช่ายมะ ก็เลยช่วยมันแบ่งเบาการขนไป 37.6 โล โอ้ .. แม่เจ้า ชั้นแบกมันไปได้ไง ว่าแล้วก็รีบบึ่งไปสนามบิน เป็นเรื่องที่น่าประหลาดพิสดารพันลึกมาก ที่สามารถไปสนามบินสุวรรณภูมิจากสาทรได้ใน 25 นาที ต้องขอขอบคุณ Taxi คันนั้นจริงๆที่ทำให้เราไปทัน ไปถึงก็ปรากฎว่าเรโกะจังมาถึงนานแล้ว โซระจังกำลังบึ่งมา วู้วๆ ข้าพเจ้าไม่สาย รอดตัวไป - -'
พอคนครบแล้วก็ได้เวลาลัลล้า Check-in คนเยอะมากมาย ไม่รู้มาจากไหนกัน มองๆดูแล้วส่วนมากจะเป็นกรุ๊ปทัวร์ อ๊ะ อ๊ะ .. แถวนึงสั้น 3 สาวก็ไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปต่อ มีอยู่ข้างหน้าแค่คิวเดียวเอง แล้วยังไงไม่รู้ คนข้างหน้าเค้าให้เราเข้าไปก่อน ก็เลยแบกกระเป๋าไปวาง ยื่น Passport ให้ละบอกว่า "นู๋ขอที่นั่ง ติดกัน 3 ที่นะฮ๊า" พนักงานก็กดตึ้ดๆๆ แล้วอยู่ๆก็มีเสียงจากสวรรค์สั่งการลงมายังพนักงานกราวน์คนนั้นว่า "น้องเค้ามากัน 3 คนเหรอ .. งั้นอัพให้น้องเค้าไปเลย" โอ้ววว อึ้งค่ะ อึ้ง สุดจะบรรยายได้แต่เก็บสีหน้าดีใจแทบลงไปดิ้นไว้ และแล้วเจ้าของเสียงสวรรค์ก็หันมาพูดกับพวกเราว่า "เดี๋ยวพี่อัพพวกน้องเป็น Business Class ให้นะ" ถึงในใจจะกรี๊ดกร๊าดมากแค่ไหนก็ได้แต่สงบสีหน้าตอบกลับไปแค่ "ขอบคุณค่ะ"

งานนี้ต้องขอขอบคุณกรุ๊ปทัวร์จำนวนมากที่ทำให้ข้าพเจ้าได้นอนสบายกินอิ่มมากกว่าปกติ คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มกับค่าเครื่องบินที่เสียไป นอกจากที่นั่งจะกว้างสุดยอดแล้ว ยังปรับนอนราบได้เลย แถมด้วยอาหารว่างเป็น Sushi ขอเพิ่มได้ไม่อั้น (แอบคิดในใจขอกินแต่แซลมอนได้ปะ) แล้วยังมีจอส่วนตัวที่ใหญ่กว่าชั้น Economy แถมด้วยรองเท้าแตะกับถุงยังชีพที่ตบเค้ากลับมา เท่านี้ก็จบวันขึ้นเครื่องบินไปอย่างสวยงาม
28.03.07 Trip Started : Day 1
หลังจากเครื่องบินออกจากสนามบินล่าช้าไปเกือบ 1 ชั่วโมง คุณนักบินผู้แสนจะรับผิดชอบในความล่าช้าก็เลยขับให้เร็วขึ้น เชื่อเค้าเลย พวกเราไปถึงญี่ปุ่นภายใน 5 ชั่วโมงจริงๆ ชัดสงสัยว่าแน่ใจนะว่าไม่ได้นั่ง Stealth หรืออะไรมา ทำไมมันเร็วผิดปกติงี้ หรือถ้าจะบอกว่านี่ปกติ ทำไมไม่ให้มันเร็วแบบนี้ทุก Flight ล่ะยะ เครื่องเราที่ออกตอนเที่ยงคืนเกือบๆตี 1 ดันไปถึงพร้อมกับ Flight ที่ออก 5ทุ่ม .. เจริญ
กรู๊ววว ถึง Narita ในที่สุด พอลงจากเครื่องบินก็นั่ง Shuttle เข้าไปที่ตัว Terminal ผ่านตรวจคนเข้าเมืองไปรับกระเป๋าแล้วพอหลุดออกมาได้ก็รีบเผ่นไปทำการส่งกระเป๋าอันแสนหนักให้คุณเพื่อน แล้วก็เดินไปซื้อตั๋ว Keiseiด้วยความที่คิดว่าต้องไปรับทือหมือที่เช่าไว้ อาจจะนานเลยจองตั๋วรถไฟเที่ยว 8โมงครึ่ง แต่ดั๊นไปเอาโทรศัพท์เสร็จในอีกไม่ถึง 10 นาทีต่อมา เลยต้องนั่งรอเที่ยวรถไฟอีกว่าครึ่งชั่วโมง ตอนนั่งรอรถไฟก็ลอบมองชาวบ้านว่าเค้าใส่เสื้อหนาวกันป่าวว้า เห็นเค้าใส่โค้ทกันหมด โซระจังกับเรโกะจังก็ใส่ แต่ทำไงอ่า ยังไม่หนาวอะ แต่ด้วยความกลัวกะเหรี่ยงเกินไป เลยหยิบโค้ทมาเตรียมไว้พอเริ่มเข้าเมืองจะได้ใส่ได้ทัน หึ หึ ว่าแล้วพอรถไฟมาก็เต๊าะแต๊ะขึ้นไป โซระจังนั่งกับเรโกะจังด้านหลังของข้าพเจ้าที่นั่งกับคุณลุงท่านนึง ด้วยความง่วงก็เลยหลับไปให้เรโกะจังกับโซระจังนั่งเม้าท์กัน พอใกล้ๆถึงสถานี Nippori ที่เราจะต้องลงก็ตื่นละยืนขึ้นหันไปพูดกับโซระจังและเรโกะจัง ทันใดนั้น!!! คุณลุงที่นั่งอยู่ก็ถามขึ้นมาว่า "เป็นคนไทยหรือครับ" โอ้วว .. "Hai. Watashi wa Thai-jin desu." เปล่า ไม่ได้ตอบไปหรอก.. แค่อึ้ง พูดชัดกว่าตูอีก
หลังจากการเดินทางชั่วโมงกว่าๆจากสนามบินก็มาถึงโรงแรมที่พัก คราวนี้เราพักที่ Business Hotel หน้าสถานี Ikebukuro มารอบนี้ประหยัดสุดๆ(เก็บตังไว้เหมาการ์ตูนดีกว่า) ที่พักก็สบายกว่าที่คิด จริงๆเค้าให้ Check-in ตอนบ่าย 3 โมง พวกเราก็เลยต้องฝากกระเป๋าไว้แล้วระเห็จตัวเองออกไปกินข้าวแกงกะหรี่แถวนั้น ลองสั่งอาหาร Recommend ของโซระจัง .. นั่นคือ ข้าวแกงกะหรี่ชีส พอมาเสิร์ฟละลองชิม นี่มัน พิซซ่ารสกะหรี่นี่ แบบว่าด้วยความที่มันเป็น Mozzarella มันเลยยืดตึ๋งหนืดเหมือนหน้าพิซซ่า อร่อยสุดๆ ราคาก็ไม่แพง พอกับไปกินฟูจิน่ะแหละ พอกินอิ่มหนำแล้วก็เริ่มเคลื่อนพล ตอนนั้นยังฟิตอยู่นิดหน่อยเลยถ่อไป Ueno ไปดูซากุระกันให้หายอยาก

ไปถึง Ueno แล้วก็พบเจอกับคลื่นพลังมหาชนที่ยิ่งกว่าท้องสนามหลวง กับ เหล่าพะยูนเกยตื้นมากมายที่ปูพลาสติกนอนจองที่กันอยู่ตามต้นซากุระ โอย เหมือนในการ์ตูนเลย แต่ซากุระของจริงมันสวยกว่าที่จินตนาการไว้เยอะเลย มีแต่สีชมพูเต็มไปหมด ลมพัดปลิวร่วงมา สวยมั่กมาก ข้อแนะนำในการชมซากุระ กรุณาเงยหน้ามองแต่ความงามของซากุระ และมองข้ามกองพะยูนเกยตื้นด้านล่างเพื่อมิให้เป็นการเสียสายตา แต่ว่าที่น่าสนใจไม่ได้มีแค่ซากุระนะ พอเข้าไปถึงกลางๆสวนจะมีซุ้มขายของเหมือนงานเทศกาลที่เคยเห็นกัน โอ๊ย นู่นก็น่ากิน นี่ก็น่าเล่น อยากไปหมด

อันนี้เป็นซุ้มของกิน

นี่ที่เค้าช้อนปลาทองกัน แต่แหม .. เสียดายคุณชายไม่ได้มาด้วย ไม่งั้นจะได้มาเดทแบบในการ์ตูน
ไหนๆก็มาถึงนี่แล้วก็อยากให้มันคุ้มๆอ่าน้า ถึงจะเหนื่อยๆแสนเหนื่อยแต่ก็อยากจะตะกายเข้าไปชมสวนสัตว์ซะหน่อย พอไปถึงข้างหน้า อะไรเนี่ย!? เค้าให้เข้าฟรีเหรอ หรือ เบคแฮมมาแจกลายเซ็น ทำไมคนมันยั๊วะเยี้ยงั้นอ่า ว่าแล้วกองพลทหารราบทั้ง 3 เลยถอยมานั่งพักชมวิว นั่งไปนั่งมาก็ง่วงเลยประชุมเพลิงกันว่ากลับไปนอนเต๊อะ แต่พอไปถึงโรงแรมมันยังไม่ถึงเวลา Check-in เลย แต่เค้าก็ใจดีให้พวกเราเข้าไปซุกหัวนอนก่อน ก็เลยคร่อกกันถึงทุ่มนึง แล้วก็ออกหากินตอนกลางคืนอยากสนุกสนาน อันข้าพเจ้านั้นไปยืนซู้ดอุด้งอยู่ที่สถานีรถไฟ ระหว่างที่กินไปก็ให้แปลกใจยิ่งนัก ทำไมคนญี่ปุ่นมันกินเร็วกันนักฟะ!! ไม่ถึง 5 นาทีเพ่ก็เปิดก้นไปกันละ ไม่กลัวติดคอกันมั่งรึไง พออิ่มท้องก็เริ่มออกปฏิบัติการต่อโดยการไปร้าน 99 Yen Shop ไปกวาดชอคโกแลตมากินเล่น กับ โค้ก ที่กระป๋องใหญ่กว่าบ้านเราเกือบ 2 เท่าแต่อร่อยกว่า 3 เท่า ในราคา 104 เยน เท่านี้ก็จบวันแรกไปแย่งสวยงามและอิ่มท้อง









